3 มีนาคม 2566, กรุงเทพมหานคร – พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะนัดแรก ประจำปี 2566 เพื่อรับทราบกรอบงบประมาณการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ประจำปี 2567 รวมถึงรับทราบผลการดำเนินงานการจัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทย และความคืบหน้าของโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 ด้าน ดีป้า พร้อมดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะตามกรอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2567 ที่ขอรับการจัดสรรอย่างเคร่งครัด ผ่าน 3 โครงการสำคัญ รวมถึงการสานต่อโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ ส่งเด็กกลับบ้านพัฒนาบ้านเกิด สร้างสายอาชีพใหม่ มุ่งสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะต่อไป

พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ครั้งที่ 1/2566 โดยมี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า และผู้แทนจากสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ฯลฯ ร่วมประชุมโดยพร้อมเพรียง ณ มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด

โดยที่ประชุมรับทราบกรอบงบประมาณ กรอบคำของบประมาณประจำปี 2567 ของโครงการของจังหวัดที่เสนอผ่านแผนงานยุทธศาสตร์ส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 13 หมุดหมายที่ 8 ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยจังหวัดและกลุ่มจังหวัดจัดทำคำของบประมาณที่สอดคล้องกับหมุดหมายดังกล่าว รวมกว่า 1,400 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังรับทราบกรอบงบประมาณภายใต้การดำเนินงานของ กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า ที่ขอรับการจัดสรรในปีงบประมาณ 2567 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ จำนวนรวม 5,935 ล้านบาทจากโครงการสำคัญ ประกอบด้วย โครงการบ่มเพาะเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ โครงการพัฒนาเขตเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ และโครงการพัฒนาเมืองตามนโยบาย

ที่ประชุมยังได้รับทราบผลการดำเนินงานการจัดพิธีมอบตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะประเทศไทยแก่ 15 เมืองใน 14 จังหวัดที่ได้รับการประกาศรับรองเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตลอดจนผลการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะที่ผ่านมา รวมถึงความคืบหน้าและผลสัมฤทธิ์ของโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 2 (The Smart City Ambassadors: SCA GEN 2)
ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ดีป้า พร้อมดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะตามกรอบงบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2567 ที่ขอรับการจัดสรรอย่างเคร่งครัดผ่าน โครงการบ่มเพาะเขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ ที่จะเร่งดำเนินการในพื้นที่ที่ไม่มีการประกาศเป็นเมืองอัจฉริยะให้สามารถพัฒนาแผนการเป็นเมืองอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการพัฒนาเขตเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ ดำเนินการในจังหวัดที่มีเมืองที่ได้รับการประกาศเป็นเมืองอัจฉริยะให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ โครงการพัฒนาเมืองตามนโยบาย เพื่อสานต่อโครงการยกระดับเมืองน่าอยู่ทันสมัยเพื่อคนไทยเท่าเทียมและเท่าทัน

โครงการทั้งหมดจะครอบคลุมการจัดทำข้อมูลเมืองและการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเมือง (City Data Platform) รวมถึงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเมืองระดับชาติ (National City Data Platform) เพื่อการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีความปลอดภัย ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล รองรับทั้งข้อมูลภาครัฐ ภาคเอกชน และรายพื้นที่ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลในหลากหลายมิติ

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบบริการเมืองอัจฉริยะ (Smart Solutions) ที่เน้นการพัฒนาด้านเกษตรกรรม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน สอดคล้องแนวคิด ESG คือ สิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) ในพื้นที่เป้าหมายการพัฒนาระดับนโยบายของภาครัฐ และสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองในเครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน (ASEAN Smart Cities Network: ASCN) ประกอบด้วย กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี และ ระยอง

รวมถึงการสร้างการรับรู้และความตระหนักด้านทักษะดิจิทัลให้กับประชาชน โดยเฉพาะโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ รุ่นที่ 3 ที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะอย่างเป็นรูปธรรมด้วยศักยภาพและมุมมองของทูตเยาวชน โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่และผู้นำการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะจากหน่วยงานของเมือง (กัปตันเมือง) ร่วมพัฒนาบ้านเกิดของตนเองผ่านการยกระดับทักษะดิจิทัลและทักษะสำคัญในการพัฒนาเมือง สร้างสายอาชีพใหม่ และเชื่อมต่อให้เมืองเข้าถึงบริการดิจิทัลเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันดิจิทัลสตาร์ทอัพจะสามารถเข้าถึงผู้ใช้กลุ่มเมืองอัจฉริยะได้มากขึ้น
ทั้งนี้ พลเอก ประวิตร ได้เน้นย้ำถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ผ่านการประสานความร่วมมือระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจ และส่งผลให้การพัฒนาเมืองอัจฉริยะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมมอบหมายให้ทุกภาคส่วนบูรณาการการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์สูงสุดต่อภาคประชาชน โดยเห็นชอบการดำเนินโครงการนักดิจิทัลพัฒนาเมืองรุ่นใหม่ที่ทำให้เกิดทูตเยาวชนพัฒนาเมือง ส่งเสริมการสร้างสายอาชีพใหม่ เพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในระดับภูมิภาคต่อไป
"ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐที่บูรณาการและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ ไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวทางที่แผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีได้วางไว้ และร่วมผลักดันให้เกิดกลไกการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยหวังว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถยกระดับการบริการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยกระดับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ประเทศก้าวสู่สังคมดิจิทัลตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้" รองนายกรัฐมนตรี กล่าว