black ribbon
บริการ
TH
EN
TH
CN

จาก EU AI Act สู่แนวทางการพัฒนากฎหมาย AI ของไทย: สร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิ

ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล การกำกับดูแลการพัฒนาและการใช้งาน AI ด้วยกฎหมายและกฎระเบียบที่เหมาะสมจึงเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ซึ่งสหภาพยุโรป (European Union: EU) ถือเป็นผู้นำในการวางกรอบกฎหมายเพื่อกำกับดูแล AI โดยมีความพยายามในการเสนอร่างกฎหมายพระราชบัญญัติ "Artificial Intelligence Act" (AI Act) ซึ่งจะเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกที่กำหนดมาตรฐานการกำกับดูแล AI โดยตรง โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านการอนุมัติจาก European Parliament เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2024 และได้ผ่านการอนุมัติร่างพระราชบัญญัติ "Artificial Intelligence Act" (AI Act) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2024 ที่ผ่านมา โดยคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรป (The Council of the EU) ซึ่งจะเริ่มทยอยมีผลบังคับใช้ในแต่ละหัวข้อตามกรอบระยะเวลาที่แตกต่างกันออกไป และจะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบประมาณปี 2026

นอกจากนั้น EU ยังมีการปรับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่าง General Data Protection Regulation (GDPR) ให้ครอบคลุมการประมวลผลข้อมูลโดยระบบ AI ด้วย บทความนี้จะวิเคราะห์แนวทางของ EU ในการกำกับดูแล AI ผ่านกฎหมายสำคัญเหล่านี้ และนำเสนอแนวทางที่ประเทศไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนากรอบกฎหมายของตนเองต่อไป

สาระสำคัญของ EU AI Act และผลกระทบต่อการพัฒนา AI ในยุโรป

ร่างกฎหมาย EU AI Act มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดกรอบการกำกับดูแล AI ที่สร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน กับการส่งเสริมนวัตกรรมและการแข่งขันที่เป็นธรรม หัวใจสำคัญของ AI Act อยู่ที่การจัดระดับความเสี่ยงของระบบ AI (Risk-based approach) โดยแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  1. ระดับที่มีความเสี่ยงต่ำมาก (Minimal risk) เป็นระบบ AI ที่ให้อิสระแก่ผู้พัฒนาในการใช้งานและนำไปใช้ประโยชน์โดยไม่มีการกำกับดูแลอย่างเฉพาะเจาะจง เพราะมีความเสี่ยงต่ำมาก ตัวอย่างเช่น

    • ระบบกรองสแปมหรืออีเมลขยะ สำหรับระบบเหล่านี้ การพัฒนาและใช้งานสามารถดำเนินการได้อย่างอิสระ เพียงแค่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายทั่วไปและหลักการพื้นฐานของจริยธรรม AI เท่านั้น
  2. ระดับที่มีความเสี่ยงต่ำหรือจำกัด (Limited risk) เป็นระบบ AI ที่มีความเสี่ยงต่อผู้ใช้ในระดับต่ำ ข้อกำหนดจึงไม่เข้มงวดมากนัก ตัวอย่างเช่น

    • แชทบอทหรือระบบตอบคำถามอัตโนมัติ ที่ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนบุคคลและไม่มีอำนาจตัดสินใจสำคัญใดๆ เพียงแค่สร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้หรือให้ข้อมูลทั่วไป ระบบเหล่านี้มีภาระผูกพันเพียงการแจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่ากำลังติดต่อกับ AI ไม่ใช่มนุษย์จริง เพื่อป้องกันความสับสนหรือความเข้าใจผิด
  3. ระดับที่มีความเสี่ยงสูง (High risk) เป็นระบบ AI ที่มีความเสี่ยงสูงต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ตัวอย่างเช่น

    • ระบบคัดเลือกผู้สมัครงาน (Recruitment AI) ที่วิเคราะห์คุณสมบัติและความเหมาะสมของผู้สมัครจากใบสมัคร ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติและปิดกั้นโอกาสการจ้างงานอย่างไม่เป็นธรรม ระบบเหล่านี้จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เข้มงวด เช่น ต้องผ่านการประเมินความเสี่ยงอย่างละเอียด การจัดทำเอกสารอธิบายกระบวนการตัดสินใจของระบบ การกำกับดูแลโดยมนุษย์ และการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็น เป็นต้น
  4. ระดับที่มีความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ (Unacceptable risk) เป็นระบบ AI ที่มีความเสี่ยงสูงมากจนถึงขั้นยอมรับไม่ได้ เนื่องจากสร้างอันตรายหรือผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรง ทำให้ถูกห้ามใช้งานโดยเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น

    • ระบบระบุตัวตนด้วยข้อมูลชีวมิติ (เช่น ใบหน้า ลายนิ้วมือ) แบบเรียลไทม์ในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการเคลื่อนไหวของบุคคล (ยกเว้นเพื่อประโยชน์สาธารณะบางประการ เช่น การสืบสวนอาชญากรรม)

การจัดระดับความเสี่ยงนี้ช่วยให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับระดับความอันตรายหรือผลกระทบที่อาจเกิดต่อปัจเจกบุคคลและสังคม ทำให้เกิดการคุ้มครองสิทธิอย่างเพียงพอในระบบที่มีความเสี่ยงสูง ในขณะเดียวกันก็ไม่สร้างภาระหรืออุปสรรคเกินจำเป็นต่อผู้พัฒนาในระบบที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งช่วยสร้างสมดุลระหว่างการนำ AI มาใช้ประโยชน์และการคุ้มครองประชาชนไปพร้อมๆกัน

นอกจากนี้ AI Act ยังกำหนดให้มีการจัดตั้งพื้นที่กำกับดูแลเป็นการเฉพาะ (Regulatory sandbox) เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการทดสอบนวัตกรรม AI ในสภาวะแวดล้อมจำกัด ก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงในวงกว้าง ภายใต้ การกำกับดูแลของหน่วยงานผู้มีอำนาจ กลไกนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการพัฒนาและทดสอบนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีการควบคุมความเสี่ยงไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี AI ในยุโรป

ความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล GDPR และการกำกับดูแล AI

แม้ AI Act จะเป็นกฎหมายหลักในการกำกับดูแล AI โดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ การใช้งาน AI มักจะเกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลด้วย ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพิจารณากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควบคู่ไปด้วย ซึ่งในกรณีของสหภาพยุโรปก็คือ General Data Protection Regulation (GDPR) โดย GDPR ได้กำหนดหลักการสำคัญและข้อกำหนดในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูล ซึ่งระบบ AI ที่มีการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลในการฝึกฝน ทดสอบ หรือใช้งานจริงก็ถือเป็นการประมวลผลข้อมูลรูปแบบหนึ่ง จึงต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดและหลักการของ GDPR ด้วย

ข้อกำหนดสำคัญของ GDPR เริ่มตั้งแต่การเก็บข้อมูลต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล หรือมีฐานทางกฎหมายอื่นรองรับ ต้องแจ้งวัตถุประสงค์และรายละเอียดการประมวลผลแก่เจ้าของข้อมูล จำกัดการเก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็น และระมัดระวังไม่ให้ข้อมูลรั่วไหล ในระหว่างประมวลผลต้องเคารพสิทธิของเจ้าของข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด เช่น สิทธิในการเข้าถึง แก้ไข ลบ โอนย้าย หรือคัดค้านการประมวลผลข้อมูล รวมถึงสิทธิที่จะไม่ถูกตัดสินใจอย่างอัตโนมัติโดยอาศัยการประมวลผลข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งในกรณีของ AI นั้น ผู้ควบคุมและประมวลผลข้อมูลจะต้องจัดให้มีมาตรการที่เหมาะสมในการปกป้องสิทธิเหล่านี้ เช่น การแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบเมื่อมีการตัดสินใจโดย AI การจัดให้มีกลไกอุทธรณ์โดยมนุษย์

นอกจากการปฏิบัติตามข้อกำหนดทั่วไปของ GDPR แล้ว AI Act ซึ่งเป็นกฎหมายหลัก ที่เข้ามากำกับดูแล AI โดยเฉพาะ AI ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งจะต้องดำเนินการตามข้อกำหนดเพิ่มเติมด้วย เช่น การจัดทำการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Impact Assessment: DPIA) ก่อนการประมวลผล เพื่อระบุความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสิทธิและเสรีภาพของเจ้าของข้อมูล และกำหนดมาตรการจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม

จากการศึกษาถึงแม้ว่า AI Act จะมีมาตรการในการคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวของปัจเจกบุคคลที่กำหนดไว้รัดกุมแล้ว จากการพิจารณาถึงผลกระทบในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลด้วย AI ยังคงมีประเด็นที่ควรพิจารณาถึง ในเรื่องการจัดตั้งพื้นที่กำกับดูแลเป็นการเฉพาะ (Regulatory sandbox) ซึ่งกลไกนี้ถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ที่เป็นสนามทดสอบรูปแบบการทำธุรกิจ ผลิตภัณฑ์และบริการจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ภายใต้แนวคิดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการทดลองและทดสอบที่สอบคล้องกับกฎระเบียบที่เหมาะสม สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและผลกระทบทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น แต่ความเห็นอีกด้านหนึ่งในบทความของ Florina Pop and Lukas Adomavicius พบว่า การเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลด้วย AI ในกลไกนี้ อาจมีช่องโหว่จากกรณีของการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลเพิ่มเติมเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากที่ได้รวบรวมข้อมูลไว้ (อาทิ เฉพาะในกรณีที่เป็นการจัดตั้ง Regulatory sandbox พัฒนาระบบเพื่อสาธารณประโยชน์ การป้องกันความผิดทางอาญา การสาธารณสุข สุขภาพของประชาชน มาตรการด้านความปลอดภัย หรือการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม) ที่ได้ที่กำหนดไว้ใน มาตรา 54 ของ AI Act ในเรื่องการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ที่อาจไปลดทอนหรือละเมิดกฎระเบียบที่เหมาะสมในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่กำหนดไว้ในกฎหมาย GDPR ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับหลักการจำกัดวัตถุประสงค์ของการประมวลผลข้อมูลตาม มาตรา 5(1)(b) และ มาตรา 6(4) ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัดในกฎหมาย GDPR ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบแก่สิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการจัดตั้งพื้นที่กำกับดูแลเป็นการเฉพาะ (Regulatory sandbox) นั้นพบข้อที่เป็นประโยชน์หลายประการ อีกทั้งผู้กำหนดนโยบายของภาครัฐจะเกิดการเรียนรู้และความเข้าใจอันจะนำไปสู่การพัฒนากฎระเบียบที่ทันสมัยโดยอ้างอิงจากผลการทดสอบที่ได้จากการทดลองในพื้นที่กำกับดูแลเป็นการเฉพาะนี้ ในขณะเดียวกันก็อาจเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นกฎหมายข้างต้นได้ ดังนั้น หน่วยงานกำกับดูแลและผู้พัฒนา AI ในสหภาพยุโรปจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจและบูรณาการการปฏิบัติตามทั้ง AI Act และ GDPR เข้าไปในทุกขั้นตอนการพัฒนาและการทดสอบและการใช้งาน AI เพื่อให้เกิดการปกป้องสิทธิของประชาชนอย่างรอบด้าน

แนวทางสำหรับประเทศไทยในการพัฒนากรอบกฎหมายกำกับดูแล AI

สำหรับประเทศไทย การกำกับดูแล AI ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น โดยปัจจุบันมีเพียงแนวปฏิบัติจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Ethics Guideline) ที่พัฒนาโดยคณะกรรมการจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งกำหนดหลักการพื้นฐาน 6 ประการไว้ ทั้งนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามความสมัครใจ ซึ่งต่อมาได้มีการยกร่างกฎหมายหรือระเบียบรองรับเพื่อให้มีกลไกการบังคับใช้ที่ชัดเจนขึ้น โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับทีมวิจัยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้พัฒนาโดยการจัดทำร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์แห่งประเทศไทย เพื่อเตรียมพร้อมการดำเนินงานตามร่างแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ

ในการพัฒนากรอบกฎหมายกำกับดูแล AI ของไทย เราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้

  1. การกำหนดขอบเขตและหลักการของกฎหมายโดยการจัดระดับความเสี่ยงของระบบ AI ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แนวทางนี้จะช่วยให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยง โดยไม่สร้างภาระเกินจำเป็นสำหรับระบบที่มีความเสี่ยงต่ำ ขณะเดียวกันก็มีความเข้มงวดพอสำหรับระบบที่มีความเสี่ยงสูง
  2. การสร้างสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎเกณฑ์เชิงบังคับ (Hard law) และการส่งเสริมแนวปฏิบัติโดยสมัครใจ (Soft law) เช่น การสนับสนุนการพัฒนาประมวลจริยธรรมโดยหน่วยงานวิชาชีพหรือองค์กรกำกับดูแลตนเอง ซึ่งจะช่วยให้กรอบการกำกับดูแลมีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้กับการพัฒนาของเทคโนโลยี
  3. การจัดตั้ง AI sandbox เพื่อเป็นกลไกทดสอบนวัตกรรมภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  4. การบูรณาการข้อกำหนดของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562) เข้ากับการกำกับดูแล AI โดยการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายทั้งสองฉบับ รวมถึงการให้ความรู้แก่ผู้พัฒนาและผู้ใช้งานถึงข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

บทสรุป

การวางกรอบกฎหมายเพื่อกำกับดูแลการพัฒนาและใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิผล จะเป็นปัจจัยสำคัญในการวางรากฐานสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI อย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม โดยการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประสบการณ์ของสหภาพยุโรปในการพัฒนา AI Act และการปรับใช้ GDPR ให้สอดคล้องกับการกำกับดูแล AI เป็นแบบอย่างที่ดีที่ประเทศไทยสามารถเรียนรู้ได้ ทั้งในแง่การออกแบบหลักการและขอบเขตของกฎหมาย การจัดระดับความเสี่ยงของระบบ การวางกลไกการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย การจัดตั้ง AI sandbox การสร้างความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎเกณฑ์และการส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดี ร่วมกันกำหนดนโยบาย พัฒนากรอบจริยธรรมและกฎหมายที่เข้มแข็ง นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากพลังของ AI ได้อย่างเต็มศักยภาพ ในขณะเดียวกันก็ลดทอนความเสี่ยงและผลกระทบเชิงลบต่างๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและทั่วถึงอย่างแท้จริง

จรรยา ชมศิริ

หัวหน้างานกฎหมายอาวุโส

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล

แหล่งข้อมูลอ้างอิง